ทุกท่าน!!! ผมไปงานคอมิเค็ต 68 มาครับ!!! มันสุดยอดมากจนผมอยากจะแหกปากป่าวประกาศให้รับทราบทั่วกัน!!!
เอ่อ...ครับ (สงบสติอารมณ์ได้นิดนึง) ผมโชคดีที่ได้ไปทำงานในญี่ปุ่นในหน้าร้อนปีนี้ และก็โชคดีเป็นชั้นที่สองที่ซูปเปอร์ไวเซอร์อนุญาตให้ผมหยุดงานในวันที่แล้ว แล้วโอตาคุจอมหื่นอย่างผมจะไปไหนรอดเล่า นอกจากงานคอมิเค็ตครั้งที่ 68 ซึ่งเป็นงานขายตรงโดจินชิที่ใหญ่ที่สุดในโลก ไม่ว่ารสนิยมของท่านจะแปลกขนาดไหน รับประกันได้ว่ามาแล้วไม่ผิดหวัง!
งานคอมมิเค็ตหน้าร้อนครั้งที่จัดขึ้นในวันที่ 12-14 สิงหาคม ณ สถานที่เดิม คือ โตเกียวบิ๊กไซต์ ซึ่งเป็นศูนย์จัดการแสดงที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น (มีสตาฟบอกผมว่าถ้าไม่ได้จัดคอมิเค็ตที่นั่นก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหนจัดแล้ว) ได้ยินชื่อนี้ คนที่เคยดู Comic Pary หรือ Magical Nurse Witch Komugi-chan ก็จะร้องอ๋อและนึกถึงตึกรูปทรงประหลาดๆ ที่มีปิระมิดคว่ำเสียบอยู่บนเสาสี่เสาข้างหน้าลานกว้างขนาดใหญ่ บิ๊กไซต์นั้นตั้งอยู่ที่โอไดบะ ซึ่งเป็นเกาะที่สร้างจากการถมอ่าวโตเกียว เพื่อสร้างเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของคนเมืองหลวง เพื่อนคนไทยของผมบอกว่าโอไดบะเป็นแหล่งออกเดทที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในญี่ปุ่นเลยทีเดียว
คอมิเค็ตมีเซอร์เคิลเข้าร่วมประมาณวันละ 10,000 กลุ่ม และคนมางานประมาณวันละ 150,000 คน (ประมาณ 2-3 สนามฟุตบอล) คนมางานจะต่อแถวกันยาวเหยียดประมาณหนึ่งกิโลเห็นจะได้เพื่อเข้างาน (คิดดูนะครับ ถ้าไม่มีคนคอยจัดแถวให้แล้วมันจะวุ่นวายขนาดไหน) งานเริ่มตอน 10 โมงเช้า แต่ขนาดคุณมาถึงก่อนสองชั่วโมง กว่าจะได้เข้างานก็ปาเข้าไป 11 โมงไปแล้ว โชคดีที่ผมและเพื่อนเป็นตัวแทนจากชมรมอนิเมของมหาลัย เลยสามารถขอเข้าไปในฐานะสื่อมวลชนได้ เราไม่ได้โกหกนะครับ! เราไม่ได้โกหก! เราจะเข้าไปสังเกตการณ์เพื่อเขียนบทความลงนิตยสารของชมรม เหอๆ แต่จุดมุ่งหมายที่แท้จริงทุกท่านคงจะรู้ดี หึๆ
ดังนั้น เราไม่ได้จำเป็นต้องรีบ แต่เราก็มาเช้าอยู่ดีนั่นแหละ ผมตื่นตอนตีห้าในวันศุกร์แล้วก็ขึ้นรถไฟตอนประมาณ 6 โมงกว่าๆ จากสถานีใกล้หอไปยังสถานีชิมบาชิเพื่อเจอเพื่อนตอน 7 โมงครึ่ง หลังจากนั้นเราก็ขึ้นรถไฟสายยูริคาโมเมะที่นำเราข้ามสะพาน Rainbow Bridge ไปยังโอไดบะ ปกติแล้วรถไฟสายยูริคาโมเมะจะว่างมาก แต่วันนี้มันแน่นยังกะรถเมล์ในกรุงเทพฯ เลย ผมถูกอัดเป็นปลากระป๋องอยู่ท่ามกลางโอตาคุหนุ่มสาวทั้งหลาย ถึงแม้ว่าภาษาญี่ปุ่นผมจะไม่ดีถึงขนาดจะเข้าใจสิ่งที่พวกเขาพูดกันได้ ผมก็รู้ว่าเขาคุยเรื่องอะไรกันเพราะมันมักจะมีคำคุ้นเคยอย่าง "อีวานเกเลี่ยน" "ไฟนอล แฟนตาซี" "นารูโตะ" ฯลฯ ลอยมากระทบหูเป็นระยะๆ หลายคนมากับกระเป๋าลากขนาดเล็ก ซึ่งผมเข้าใจว่าเป็นชุดที่เขาจะเปลี่ยนหลังจากเข้าถึงบริเวณงานแล้ว หรือไม่ก็จะถูกใช้บรรจุโดจินชิที่เขาจะซื้อ ดูเหมือนว่าทุกคนที่อยู่บนรถไฟจะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน แต่...หึๆ โทษครับ พวกคุณต้องต่อแถวกันยาว แต่ผมมีทางลัด 55555 (น่ายำตีนจริงๆ ไอ้หมอนี่)
เราถึงบิ๊กไซต์ตอนประมาณ 8 โมง หลังจากนั้นก็ใช้เวลา 30 นาทีมองหาทางเข้าของสื่อมวลชน อย่างไรก็ดี เราก็ยังมาเช้าเกินไปอยู่ดี เลยต้องนั่งรอประมาณหนึ่งชั่วโมงกับสิบห้านาทีก่อนเขาจะเปิดลงทะเบียนสื่อมวลชน ดังนั้นเราก็เลยนั่งรอแล้วก็คุยกันไปพลางๆ (เพื่อนผมสองคนคุยกัน ส่วนผมนั่งฟัง) ทางเข้าของสื่อมวลชนนั้นก็เป็นทางเข้าของเซอร์เคิลด้วย เซอร์เคิลที่มางานนี่ก็น่าสนใจไม่น้อยเพราะหลายๆ คนมาในคอสตูม มีกอติกโลลิต้าจำนวนพอประมาณ (เสียใจด้วย ผมไม่ได้เอากล้องไป และเขาก็ห้ามถ่ายรูปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคนถูกถ่ายด้วยครับ) และมีคนใส่กิโมโนมากจนทำให้ผมประหลาดใจ สตาฟเฝ้าประตูก็ไม่ยอมแพ้กัน ในวันศุกร์ผมเห็นสตาฟคนหนึ่งแต่งชุดนักเรียนที่มาจากเกมจีบสาวที่ผมจำได้ว่าเคยเห็น และในวันเสาร์มีสตาฟคนหนึ่งแต่งเป็น มู ลา ฟลากา เต็มยศ
พอใกล้ 10 โมง สตาฟก็แจกใบลงทะเบียนให้กับสื่อมวลชน หลังจากกรอกใบและเอาไปยื่นให้กับโต๊ะลงทะเบียนแล้ว เขาก็จะให้ปลอกแขนกับป้ายห้อยคอมา (ตอนวันศุกร์ผมได้เบอร์ 3) การลองทะเบียนนี่ใช้เวลาค่อนข้างนานต่อสื่อมวลชนคนหนึ่ง เรามาถึงตอนประมาณ 9 โมงครึ่งและต้องรอประมาณ 45 นาทีกว่าจะได้เข้างาน
งานคอมิเค็ตนั้นทั้งสามวันจะมีหัวข้อแตกต่างกันไป ในปีนี้ วันแรกเป็นวันสำหรับโดจินชิของอานิเมะ เกม และการ์ตูนที่ลงพิมพ์ในวารสารอื่นนอกเหนือจากจัมป์ มีโดจิน Y ของ Fullmetal Alchemist ขายเยอะมาก เพื่อนผมถึงกับช็อคเมื่อไปเจอรอย มัสแตง เวอร์ชันผู้หญิง นอกจากนี้โดจิน (ทั้ง Y, H, L, ฯลฯ) ของ Final Fantasy, Xenosaga, the Tales Series, Suikoden, ฯลฯ ก็จะมีแถวบูธเป็นของตัวเอง แม้กระทั่งเกมที่มีเนื้อเรื่องอะไรทั้งสิ้นอย่าง Pop-n-Music ก็กวาดพื้นที่ของอาคารฝั่งตะวันตกไปถึงหนึ่งในหก วันที่สองเป็นวันแห่งพลัง Yaoi เนื่องจากมันเป็นวันของโดจินชิจากจัมป์ ลองเลือกตัวละครชายจากบลีช นารูโตะ หรือไม่ก็วันพีชมาสักสองตัวนะครับ ผมรับประกันว่าคุณจะสามารถหาโดจินชิที่มีสองคนนี้ %^&*()(*&^ กันได้ (ยิ่งคู่ที่ได้รับความนิยมสูงอย่างลุฟฟี่กับโซโลนี่ไม่ต้องพูดถึง สองสามหน้าในคาตาล็อกยังใส่ไม่พอเลย) คุณยังสามารถเลือกได้อีกนะครับว่าใครอยู่บนใครอยู่ล่าง เพื่อนผมคนหนึ่งยังรู้สึกประหลาดๆ ที่มีโดจินชิของลอร์ดออฟเดอะริงส์ (เลโกลาสปะทะกิมลี่, ฯลฯ), แฮร์รี่ พอตเตอร์ (แฮร์รี่ปะทะมัลฟอยด์, แฮร์รี่ปะทะสเนป, ฯลฯ), และสตาร์วอร์ส (อันนี้ไม่ได้ดูเนื่องจากเพื่อนมันไม่ซื้อ) เรื่องที่ไม่ได้ทำออกมาเป็นหนังอย่าง เดอะ ซิลมาริลเลียน ก็ยังมีโดจินชิขาย เพื่อนผมชื่อ Skuld เธอดีใจมากที่ไปหาเจอเข้า และวันสามก็เป็นวันของผม (55555) เพราะมันคือวันของพลัง H ถ้าคุณอยากเห็นตัวละครหญิงสุดโปรดของคุณถูกยำใหญ่ยำเล็กท่านู้นท่านี้โดยตัวละครชายสุดโปรด หรือจากผู้ชายหื่นๆ ที่ไหนก็ไม่รู้ ต้องมาวันนี้ครับ ผู้เคราะห์ร้ายรายใหญ่ที่สุดเห็นจะเป็นลูนามาเรียจาก SEED Destiny, เมียร์ ตามติดมาด้วยเมียร์ แคมป์เบลล์, สาวๆ จาก To Heart 2 (ทามากิเยอะมากจนผมรู้สึกปวดหัว), และเทพธิดาจาก Fate/Stay Night และที่ผมชอบมากที่สุดคือโทโฮครับ (ฮ่าๆๆๆ ชมรมวิจัยโทโฮ อิจฉาผมล่ะสิ อิๆๆๆ) บล็อคของโทโฮค่อนข่างใหญ่ที่เดียว (รู้สึกจะใหญ่กว่าเกมอย่าง Final Fantasy หรือ Suikoden อีกนะ) วันนั้นท่าน Zun มาคุมการขาย Phantasmagoria of Flower View ด้วยตัวเอง ว่างๆ ก็คุยกับแฟนๆ อยู่ที่หลังบูธ (แถวยาวมากจนผมขี้เกียจต่อ เกมมันเลยขายหมดไปก่อน) นอกจากนี้ยังมีเซอร์เคิลที่มีชื่อเสียงอย่าง Quarter Iceshop (อ๊าก! ซื้อไม่ทัน), The Leaf Garden, ヘルメットが直せません (อ๊าก! ซื้อไม่ทันอีกแล้ว), ฯลฯ มาออกร้านกันนับไม่ถ้วน งานนี้จ่ายไม่อั้นครับ จ่ายไม่อั้น นอกจากนี้วันที่สามยังมีเกม ซีดีภาพ และสินค้าอื่นๆ ขายเป็นจำนวนมากอีกด้วย
แล้วบรรยากาศงานคอมิเค็ตนี่เป็นยังไงเหรอ? สามคำครับ: คน เยอะ มาก เยอะเสียจนเขาต้องห้ามไม่ให้วิ่งในงานเพราะโอกาสที่คนจะถูกเหยียบตายมีสูงมาก วันแรกที่ผมไปชิบุยะ ผมคิดว่าชิบูยะเป็นที่ที่มีคนเยอะที่สุดในโลกแล้ว แต่มาคอมิเค็ตแล้วเปลี่ยนความคิดทันที เวลาเดินนี่ชนกับคนบ่อยมาก แล้วยิ่งแถวไหนมีคนเยอะๆ นี่ก็ต้องเบียดคนเดินไปตั้งนานกว่าจะทะลุ เซอร์เคิลที่มีคนนิยมมากจะถูกสตาฟจัดให้อยู่ที่ประตูอาคาร คนซื้อจะได้ต่อแถวกันอยู่ข้างนอกได้ และแถวนี่ก็ยาวเอามากๆ เลยครับ ยาวที่สุดนี่สองร้อยสามร้อยเมตรเห็นจะได้ ถ้าต่อจากปลายแถวกว่าจะถึงต้นแถวนี่ก็ปาเข้าไปชั่วโมงครึ่งเห็นจะได้ (ไปต่อมาแล้ว เบื่อมาก ร้อนก็ร้อน คนที่อยู่รอบตัวนี่ก็ประเภทเดียวกันทั้งนั้นเลย เฮ้อ...) สตาฟส่วนใหญ่ของคอมิเค็ตผมว่าทำงานจัดแถวนี่แหละครับ คนมางานก็ดีมากที่ทำตามระเบียบวินัยทุกอย่าง มันเลยไปได้อย่างราบรื่น (ถึงจะช้าไปหน่อยก็เถอะ) พอประมาณบ่ายโมง สินค้าใหม่ของเซอร์เคิลดังๆ ก็จะหมด คนที่ต่อแถวอยู่ก็เดินจ๋อยกลับเข้าอาคารไป ผมก็เลยคิดได้ว่าวิธีการไปคอมิเค็ตที่ดีที่สุดคือขนกองทัพเพื่อนที่มีรสนิยมแบบเดียวกันไป จะได้ไปช่วยกันต่อแถว อนิจจา...เพื่อนที่ไปงานกับผมครั้งนี้มีแต่ผู้หญิงทั้งนั้น -_-'
ลองคิดดูนะครับว่าถ้าคุณเข้าไปอยู่ในอาคารร้อนๆ ที่มีนับแสนอัดอยู่มันจะเป็นอย่างไร นี่คือความคิดเห็นจาก Skuld เพื่อนผมที่ไปงานวันอาทิตย์เพื่อหาโดจิน H ให้กับตัวโคลนของเธอ:
"ไม่ไหวแล้ว! มีอนุภาคโอตาคุลอยอยู่ในอากาศเต็มไปหมดเลย เวลาเดินเบียดคนไหล่ก็จะเปื้อนเหงื่อของพวกโอตาคุเหม็นๆ พวกนั้นไปด้วย และเนี่ยก็มีครั้งนึงเดินตามหลังโอตาคุอ้วนๆ คนนึง แล้วพี่แกอยู่หยุดเดินซะ ไอ้เราก็ชนเข้ากับหลังที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อของหมอนั่นเข้า... เอื๊อก! วันก่อนนี่เดินไม่พักเลย แต่วันนี้ต้องหาที่หามุมสงบหลับไปครึ่งชั่วโมง โอย..."
อย่างไรก็ดี ผมไม่รู้สึกอะไรแบบนี้เลย (อ้าว... ก็แกมันพวกเดียวกับพวกนั้นไม่ใช่เหรอ?)
ผมผลาญตังค์เกินครึ่งของเงินเดือนที่ได้ในญี่ปุ่นไปในสุดสัปดาห์เดียว ขออวดของที่ผมได้มาหน่อยแล้วกันนะครับ (อย่างน้อยจะรู้สึกดีขึ้นมานิด... T_T)
- โดจิน "Runar" โดย T2 Artwork (ผู้ออกแบบตัวละครในเกมส์จีบสาวหลายๆ เกมส์) ตามชื่อครับ มีลูนามาเรียเป็นหลัก เหม่ยหลิง ลักซ์ และเมียร์ แซมเล็กน้อย มีหน้าสีรวมทั้งภาพสเกตช์ สวยมากๆ และทำให้เลือดกำเดาพุ่งอย่างแรงได้ในเวลาเดียวกัน
- The Phantasmagoria of Summer View โดย ヤゴの穴 เป็นโดจินโทโฮแนวตลกเต็มไปด้วยมุขน่ารักๆ สไตล์รูปวาดของเขาน่ารักมากโดยไม่ L เลยแม้แต่น้อย
- งานใหม่ของ Nikka หรือชื่อจริงคือ Mario Kaneda คนเขียน Girls Bravo มีหนังสือสี่สีทั้งเล่มรวมรูปตัวละครจากเกม RPG และโดจิน H น่ารักๆ ของ To Heart 2
- ซีดีภาพ "Natsuki" ของ Peeping P! ภาพน้อยไปนิด แพงไปหน่อย แต่ก็สวยมากๆ คุ้มแล้วหละเหอๆ
- หนังสือโดจินโทโฮอีกตั้งใหญ่ ท่าทางจะใช้เวลานานกว่าจะอ่านจบ
มีของน่าสนใจอย่างอื่นอีกที่ผมไม่ได้ไปดู ที่เจ๋งมากๆ อยากบอกให้ท่านได้ทราบก็ได้แก่
- หนังสือ fanbook ของ France Five ขบวนการเซ็นไตแห่งประเทศฝรั่งเศส (คล้ายๆ กับโจ๋เรนเจอร์ในบ้านเราแต่แฟนเป็นคนทำ ไม่ใช่บริษัท) แฟนเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจจากพาโรดี "Sentai Dainippon" สร้างโดยฮิเดอากิ อันโนะ นับได้ว่าเป็นการคืนถิ่นของซับคัลเจอร์ญี่ปุ่นเลยทีเดียว ฮามากครับอันนี้
- หนังสือโดจินยำมาริมิเตะกับเจ้าชายน้อย (ไม่ได้ดูเนื้อใน แต่แค่หน้าปกก็สุดยอดจะน่าสนใจแล้ว)
ลองคิดดูนะครับว่าถ้าโอตาคุคนหนึ่งจ่ายเงินวันละ 20,000 เยน (ประมาณ 8,000 บาท) ในงาน วันนึงก็จะมีเงินสะพัดถึง 3 พันล้านเยน (ประมาณ 1,200 ล้านบาท) ในงานคอมิเค็ตหนึ่งวัน เป็นตัวเลขที่น่ากลัวใช่ย่อยเลยทีเดียว
ที่น่าสนใจอีกเรื่องนึงคือ สึเคะบุ ซึ่งเป็นคำย่อของ sketch book กล่าวคือเราเอาสมุดวาดรูปของเราไปให้เซอร์เคิลที่เราชอบวาดรูปให้ เพื่อนผมไปขอมาได้สี่ครั้ง แต่เนื่องจากผมง่วนกับการชอปปิ้งไปนิด ก็เลยได้มาแค่หนึ่งอันจากคุณ さんしょううどんこ組 เป็นรูปมาริสะที่วาดและลงด้วยสีไม้ครับ ผมเอามาดูแล้วยิ้มไม่หุบเลยทีเดียว
คอมิเค็ตจะไม่ใช่คอมิเค็ตถ้าไม่มีคอสเพลย์ อย่างไรก็ดี แปลกที่ผมไม่ได้สนใจคอสเพลย์มากนักเลยไปดูเขาคอสเพลย์แค่ประมาณ 15 นาทีก่อนงานจะเลิก คอมิเค็ตจะจัดบริเวณลานกว้างที่ชั้นสองของอาคารฝั่งตะวันตกให้เป็นลานคอสเพลย์ และที่นี่ก็เป็นที่เดียวที่อนุญาตให้คนถ่ายรูปคอสเพลย์ได้ (เผอิญผมไม่ได้พกกล้องไป ขอโทษที... เหอๆ) แต่ถ้าจะถ่ายรูปก็ต้องมีมารยาทนะครับ ไม่ขอก่อนไม่ได้ ปกติแล้ว (ในงานที่ไม่แออัดอย่างคอมิเค็ต) เวลาขอเข้าไปถ่ายรูปคอสเพลย์ช่างภาพจะต่อแถวกันอยู่ข้างหน้าคนแต่งชุด ช่างภาพคนหนึ่งจะขอให้คนแต่งชุดโพสสักสองสามท่า ถ่ายรูป โค้ง แล้วก็เดินออกจากแถวให้ช่างภาพคนอื่นได้ถ่ายต่อ แต่รู้สึกที่คอมิเค็ตจะมีช่างภาพหลายคนถ่ายรูปคนแต่งชุดคนเดียวในเวลาเดียวกัน (แต่นั่นอาจจะเป็นเพราะว่างานมันอาจจะเลิกแล้วก็ได้) และจากการสังเกตของผม ผมพบว่า:
- ปีนี้รู้สึกว่าชุดเมดจาก He is My Master จะมาแรง
- เจอ OS-tan พอสมควร เพื่อนผมบอกว่าไม่เห็นผู้หญิงคนไหนแต่งเป็น ME-tan เลย มีแต่ผู้ชาย เหอๆ (สลด)
- ไม่นึกว่าจะเจอผู้หญิงกล้าแต่งเป็นไม ชิรานุย, ลามู, หรือเมเจอร์โมโตโกะ แต่ก็มีอยู่เต็มไปหมด
- ที่สยองขวัญมากที่สุดคือผู้ชายที่แต่งเป็นเรมุ ฮาคุเรครับ! รู้สึกผมจะเจอสักสองสามคนเห็นจะได้! อ๊าก! ลูกกะตาฉัน!
และที่นับว่าเป็นโบนัสสุดยอดของการไปคอมิเค็ตครั้งนี้คือการได้คุยกับสตาฟในแผนกนานาชาติครับ ซึ่งแผนกนานาชาตินี่ก็เป็นห้องห้องนึงที่จะมีสตาฟที่พูดภาษาอื่นเป็นประจำอยู่เพื่อคอยช่วยเหลือชาวต่างชาติที่มางาน สตาฟในห้องนั้นก็มีพื้นเพหลากหลายและน่าสนใจมาก:
- แดน คาเนมิสึ เป็นนักแปลมืออาชีพที่แปลอานิเมะอย่าง Martian Successor Nadesico และ Bubble Gum Crisis เป็นภาษาอังกฤษ นอกจากนี้เขายังศึกษาปริญญาโท/เอก อยู่ที่มหาวิทยาลัยมินเนโซตาเกี่ยวกับโอตาคุซับคัลเจอร์และการเซนเซอร์ของประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย
- ทากาชิ ยามากุชิ เป็นทนายความของคอมิเค็ต พูดภาษาอังกฤษได้อย่างสมบูรณ์แบบจนผมทึ่ง รู้สึกว่าเขาจะอยู่กับคอมิเค็ตมานานแล้วและท่าทางจะเป็นที่รู้จักกับในนามทนายความโอตาคุ
- มีเกมโปรแกรมเมอร์จากอังกฤษคนหนึ่งที่ผมลืมชื่อไปแล้ว เขาบินมาญี่ปุ่นปีละสองครั้งเพื่อช่วยงานคอมิเค็ตโดยเฉพาะ
- โอลิเวอร์ บอลเซอร์ ลูกครึ่งเยอรมันญี่ปุ่น ที่ตอนนี้น่าจะเป็นนักศึกษาปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยมิวนิคในเยอรมนี
ผมเริ่มต้นถามคำถามเกี่ยวกับฐานะทางกฎหมายของบริษัท Comiket Planning Service หลังจากนั้น Skuld ก็แทรกเข้ามาแล้วเธอก็คุยต่อเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ กฎหมายอนาจาร การเซนเซอร์ในประเทศญี่ปุ่น คุณโปรแกรมเมอร์จากอังกฤษยังเล่าให้เราฟังอีกหลายๆ เรื่องเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเกมและอานิเมะในอังกฤษ ข้างล่างนี้ก็เป็นสาระและข้อเท็จจริงบางอย่างที่ผมพอจะจับมาได้จากการสนธนากับสตาฟข้างต้น
คอมิเค็ตเป็นงานของแฟน โดยแฟน และเพื่อแฟนของจริง บริษัท Comiket Planning Service เป็นเพืยงแค่บริษัทตุ๊กตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกลุ่มของแฟนที่เรียกตัวเองว่า "คณะกรรมการคอมิเค็ต" ใช้เป็นนิติบุคคลเพื่อให้เช่าบิ๊กไซต์จัดงานได้ง่ายขึ้น (และผมขอเตือนว่าอย่าไปเรียกคณะกรรมการคอมิเค็ตว่า Comiket Planning Service เด็ดขาด เพราะพี่สตาฟท่านจะเปิดเลคเชอร์ยาวๆ ให้คุณได้ฟังกันฟรีๆ เลยล่ะครับ -_-') สตาฟคอมิเค็ตนี่ทำงานไม่ได้ตังค์นะครับ ที่จะได้คือข้าวเที่ยง เครื่องดื่ม แล้วก็คาตาล็อกฟรีเท่านั้น ที่เหลือนั้นเป็นเพราะใจรักทั้งหมดเลย
ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับงาน คนที่รับผิดชอบทั้งหมดก็คือประธานของบริษัท Comiket Planning Service ซึ่งในขณะเดียวกันก็เป็นประธานของคณะกรรมการคอมิเค็ตด้วย น่ากลัวมากๆ สำหรับคนที่จะไปอยู่ในตำแหน่งนี้
ถ้าจะว่ากันตรงๆ ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ของญี่ปุ่นแล้ว การตีพิมพ์โดจินชิที่มีตัวละครหรือคอนเซปต์ของอานิเมะหรือมังกะที่มีผู้ถือลิขสิทธิ์นั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ถึงแม้ว่าทั้งบริษัทและแฟนๆ ต่างยอมรับโดจินชิและไม่คิดจะถือสาเอาความกันแล้ว ในทางกฎหมายโดจินชิก็ยังอยู่ในเขตสีเทา และก็มีกรณีที่คนถูกจับเพราะตีพิมพ์โดจินชิของเรื่องโปเกมอนในอดีต คุณยามากุชิเปรียบเทียบว่าโดจินชินี่ก็คล้ายกับกรณีของการขายบริการทางเพศในญี่ปุ่น เป็นเรื่องผิดกฎหมายทั้งคู่ แต่ที่ยังอยู่ได้ก็เพราะว่าตำรวจไม่เข้าไปยุ่งเนื่องจากตำรวจเองก็คิดว่าเรื่องพวกนี้ไม่ได้เป็นภัยต่อสังคม คุณคาเนมิสึยังได้ยกตัวอย่างของการเลือกปฏิบัติของตำรวจญี่ปุ่นในกรณีการเซนเซอร์สิ่งพิมพ์ในช่วงยุคการปฏิวัติเมจิ ซึ่งในตอนนั้นตำรวจจะไม่ไปดำเนินคดีกับวารสารทางวิชาการถึงแม้ว่าวารสารเหล่านั้นจะวิพากย์วิจารณ์รัฐบาล มีการกล่าวถึงลัทธิคอมมิวนิสต์ ฯลฯ แต่สำหรับหนังสือพิมพ์หรือสิ่งตีพิมพ์อื่นๆ ที่เผยแพร่สู่ประชาชนจำนวนมากแล้ว ตำรวจจะเข้มงวดกับเนื้อหาที่อยู่ในสิ่งพิมพ์นั้นมาก
ผมค่อนข้างแปลกใจที่คุณยามากุชิกล่าวว่ากฎหมายว่าด้วยความอนาจารของญี่ปุ่นนั้นไม่ได้มีรากมาจากจริยธรรมหรือศาสนา จริงแล้วๆ ในยุคเอโดะ ประเทศญี่ปุ่นคิดว่าเซ็กส์เป็นเรื่องปกติ และชายญี่ปุ่นก็ใช้บริการทางเพศกันเป็นเรื่องธรรมดา การเซนเซอร์และการควบคุมกิจกรรมทางเพศนั้นเริ่มต้นเมื่อมหาอำนาจตะวันตกเข้ามาในญี่ปุ่นตอนปลายสมัยโตกุกาวะ รัฐบาลในสมัยนั้นจึงตรากฎหมายเหล่านี้ขึ้นเพื่อให้ทำให้ญี่ปุ่นไม่ถูกมองว่าเป็นชาติป่าเถื่อนในสายตาชาวตะวันตก
เรายังได้คุยกันว่าอะไรถือว่าอนาจาร และอะไรถือว่าไม่อนาจารในญี่ปุ่น ผมได้ไปอ่านบทความของคุณแดนบนอินเตอร์เน็ต เขากล่าวไว้ว่า
"แน่นอนว่าในปัจจุบันคนญี่ปุ่นไม่สามารถรับภาพแสดงการร่วมเพศหรืออวัยวะเพศโดยไม่มีการปิดบังได้ แต่ เฮ้! เมื่อห้าปีก่อนภาพนู้ดที่เห็นขนเพชรถือว่าเป็นของอนาจาร แต่ว่าในปัจจุบันมันไม่ใช่ แสดงว่าคนญี่ปุ่นเริ่มเปิดกว้างขึ้นอย่างช้าๆ แต่แน่นอน"
แต่ถ้าลองมาดูโดจินชิในปัจจุบันจะพบว่าอวัยวะเพศถูกปิดด้วยแถบสีดำเล็กๆ เท่านั้น แถบจะเรียกได้ว่าไม่ได้มีการปิดบังอะไรกันเลย แต่ถ้าเอาแถบกะจิดริดนี้ออก ได้กินข้าวแดงแน่ครับ นี่แสดงว่าการตีความกฎหมายของตำรวจนั้นหย่อนยานลง หรือไม่ก็เป็นไปตามที่สตาฟท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่ารูปวาดแสดงกิจกรรมทางเพศอาจจะอนาจารน้อยกว่าของจริงก็เป็นได้
ตามกฎหมายแล้ว สิ่งที่จัดว่าเป็นสื่อลามกอนาจารในประเทศญี่ปุ่นจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
- ต้องแสดงให้เห็นถึงกิจกรรมทางเพศ
- ต้องสามารถกระตุ้นอารมณ์ทางเพศของคนปกติ
- ต้องไม่มีคุณค่าในทางศิลปะ วรรณกรรม วิทยาศาสตร์ หรือการเมือง
(ความจริงนี่อาจจะไม่ใช่ที่เขียนอยู่ในกฎหมายญี่ปุ่นก็ได้ เพราะว่าข้างบนนี้คือเวอร์ชันหนึ่งของ Miller Test ซึ่งเป็นเกณฑ์ของประเทศอเมริกา ที่ผมตัดข้อความเกี่ยวกับการให้ชุมชนเป็นผู้ตัดสินว่าสื่อชิ้นหนึ่งมีคุณค่าหรือไม่ออกไป ซึ่งนี่เป็นความแตกต่างที่สำคัญของกฎหมายญี่ปุ่นกับกฎหมายอเมริกา)
คุณยามากุชิยังได้กล่าวถึงผลสืบเนื่องที่น่าสนใจของนิยามข้างต้นไวด้วย
- ศาลมีอำนาจในการตัดสินว่าอะไรอนาจารและอะไรไม่อนาจาร คณะลูกขุนไม่มีบทบาทในกรณีนี้แต่อย่างใด
- โลลิและโชตะไม่ถือว่าเป็นสื่ออนาจาร เนื่องจากคนปกติจะไม่เกิดอารมณ์ทางเพศเมื่อเห็นสื่อเหล่านั้น
อย่างไรก็ดีผมไม่ค่อยแน่ใจนักกับท่าทีของศาลและกฎหมายเกี่ยวกับโลลิและโชตะ ผมจำได้เลาๆ ว่าคุณยามากุชิกล่าวว่าตอนนี้มันผิดกฎหมายแล้ว ขอโทษจริงๆ ครับ ความจำมันไม่ค่อยดีอ่ะนะ
เรายังได้คุยกันถึงเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นเพราะกฎหมายเซนเซอร์ ยกตัวอย่างเช่น ในอังกฤษ บริษัทที่ฉายนินจาเต่าต้องเซนเซอร์กระบองสองท่อนของไมเคิลแองเจนโลเพราะว่ามันเป็น "อาวุธที่เด็กสามารถสร้างเลียนแบบได้" แต่แปลกที่เขาไม่เซนเซอร์ปืนหรือดาบเพราะว่าไม่มีทางที่เด็กจะไปหาปืนหรือดาบจริงมาเล่นได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องตลกๆ อีกหลายเรื่อง แต่ผมชักเริ่มขี้เกียจเขียนบวกกับทั้งเริ่มจะจำไม่ได้แล้วล่ะครับ อืม... พอเหอะ นี่ก็ยาวมากแล้วนะเนี่ย
สรุปละกัน ผมสนุกมากในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มันเป็นสุดสัปดาห์ที่ดีที่สุดในญี่ปุ่นของผมเลยล่ะครับ ถ้าคุณมีโอกาสก็ลองมางานคอมิเค็ตดูบ้างนะครับมันสุดยอดจริงๆ
edit @ 2005/08/31 08:38:16